หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 มามีส่วนร่วมกันเถอะ

ภาพ:Pp1.jpg

ภูมิปัญญาไทย ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย


ลักษณะของภูมิปัญญาไทย
  • 1. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเป็นทั้งความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม
  • 2. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
  • 3. ภูมิปัญญาไทยเป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิตของคน
  • 4. ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้ เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม
  • 5. ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการมองชีวิต เป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ
  • 6. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
  • 7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม
คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ อย่างน้อยดังต่อไปนี้
  • 1. เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆ มีผลงานด้านการพัฒนาท้องถิ่นของตน และได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ที่ใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนาของตนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงวิถีชีวิตโดยตลอด
  • 2. เป็นผู้คงแก่เรียนและหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ผู้ทรงภูมิปัญญาจะเป็นผู้ที่หมั่นศึกษา แสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง เรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นผู้ลงมือทำโดยทดลองทำตามที่เรียนมา
  • 3. เป็นผู้นำของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สังคม ในแต่ละท้องถิ่นยอมรับให้เป็นผู้นำ ทั้งผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการ และผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถเป็นผู้นำของท้องถิ่นและช่วยเหลือผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
  • 4. เป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญาล้วนเป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น เอาใจใส่ ศึกษาปัญหา หาทางแก้ไข และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล้เคียงอย่างไม่ย่อท้อ จนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของสมาชิกและบุคคลทั่วไป
  • 5. เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ลงมือทำงานและผลิตผลงานอยู่เสมอ ปรับปรุงและพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกทั้งมุ่งทำงานของตนอย่างต่อเนื่อง
  • 6. เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญา นอกจากเป็นผู้ที่ประพฤติตนเป็นคนดี จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปแล้ว ผลงานที่ท่านทำยังถือว่ามีคุณค่า จึงเป็นผู้ที่มีทั้ง "ครองตน ครองคน และครองงาน"
  • 7. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เป็นเลิศ เมื่อผู้ทรงภูมิปัญญามีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เป็นเลิศ มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและบุคคลทั่วไป ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ นักเรียน นิสิต/นักศึกษา โดยอาจเข้าไปศึกษาหาความรู้ หรือเชิญท่านเหล่านั้นไป เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ได้
  • 8. เป็นผู้มีคู่ครองหรือบริวารดี ผู้ทรงภูมิปัญญา ถ้าเป็นคฤหัสถ์ จะพบว่า ล้วนมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ให้ความร่วมมือในงานที่ท่านทำ ช่วยให้ผลิตผลงานที่มีคุณค่า ถ้าเป็นนักบวช ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ต้องมีบริวารที่ดี จึงจะสามารถผลิตผลงานที่มีคุณค่าทางศาสนาได้
  • 9. เป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญจนได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ผู้ทรงภูมิปัญญา ต้องเป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานพิเศษใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมนุษยชาติอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

ภูมิปัญญาไทยสามารถจัดแบ่งได้กี่สาขา

        จากการศึกษาพบว่า มีการกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทยไว้อย่างหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่หน่วยงาน องค์กร และนักวิชาการแต่ละท่านนำมากำหนด ในภาพรวมภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งได้เป็น 10 สาขาดังนี้
  • 1. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในภาวการณ์ต่างๆ ได้
  • 2. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลิตผล เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้านการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัด และเป็นธรรม อันเป็นกระบวนการที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้
  • 3. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้
  • 4. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนา และการใช้ประโยชน์จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
  • 5. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการด้านการสะสมและบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุม
  • 6. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
  • 7. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่างๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ ศิลปะมวยไทย เป็นต้น
  • 8. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดำเนินงานขององค์กรชุมชนต่างๆ ให้สามารถพัฒนา และบริหารองค์กรของตนเองได้ตามบทบาท และหน้าที่ขององค์การ เช่น การจัดการองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มประมงพื้นบ้าน เป็นต้น
  • 9. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษาทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทยและการใช้ภาษา ตลอดทั้ง ด้านวรรณกรรมทุกประเภท เช่น การจัดทำสารานุกรมภาษาถิ่น การปริวรรต หนังสือโบราณ การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น
  • 10. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติ ให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม
ลักษณะความสัมพันธ์ของภูมิปัญญาไทยเป็นอย่างไร
ภูมิปัญญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน 3 ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ
  • 1. ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช และธรรมชาติ
  • 2. ความสัมพันธ์ของคนกับคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม หรือในชุมชน
  • 3. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ทั้งหลาย
ทั้ง 3 ลักษณะนี้ คือ สามมิติของเรื่องเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชน สะท้อนออกมาถึงภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีเอกภาพ เหมือนสามมุมของรูปสามเหลี่ยม ภูมิปัญญาจึงเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตของคนไทย
ภาพ:Pp3.jpg

ภูมิปัญญาไทยช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นได้อย่างไร
        พระมหากษัตริย์ไทยได้ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงปกครองประชาชนด้วยพระเมตตาแบบพ่อปกครองลูก ผู้ใด ประสบความเดือดร้อนก็สามารถตีระฆังแสดงความเดือดร้อนเพื่อขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ ทำให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ ต่อประเทศชาติร่วมกันสร้างบ้านเรือนจนเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น
        สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญากระทำยุทธหัตถีจนชนะข้าศึกศัตรู และทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยคืนมาได้
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญาสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเหล่าพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใช้พระปรีชาสามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง ภายในประเทศ จนรอดพ้นภัยพิบัติหลายครั้ง พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้าน แม้แต่ด้านการเกษตร พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่ให้แก่พสกนิกร ทั้งด้านการเกษตรแบบสมดุลและยั่งยืน ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นำความสงบร่มเย็นของประชาชนให้กลับคืนมา แนวพระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่" แบ่งออกเป็น 3 ขั้น โดยเริ่มจาก ขั้นตอนแรก ให้เกษตรกรรายย่อย "มีพออยู่พอกิน" เป็นขั้นพื้นฐาน โดยการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา ซึ่งเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยราชการ มูลนิธิ และหน่วยงานเอกชน ร่วมใจกันพัฒนาสังคมไทย ในขั้นที่สอง เกษตรกรต้องมีความเข้าใจในการจัดการในไร่นาของตน และ มีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ เพื่อสร้างประสิทธิภาพทางการผลิตและการตลาด การลดรายจ่ายด้านความเป็นอยู่ โดยทรงตระหนักถึงบทบาทขององค์กรเอกชน เมื่อกลุ่มเกษตรวิวัฒน์มาขั้นที่ 2 แล้ว ก็จะมีศักยภาพ ในการพัฒนาไปสู่ขั้นที่ 3 ซึ่งจะมีอำนาจในการต่อรองผลประโยชน์กับสถาบันการเงินคือธนาคาร และองค์กรที่เป็นเจ้า ของแหล่งพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิต โดยมีการแปรรูปผลิตผล เช่น โรงสี เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิต ประจำวัน อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคม จะเห็นได้ว่ามิได้ทรงทอดทิ้งหลักของความสามัคคีในสังคมและการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งทรง สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสร้างอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจ จึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงจัดได้ว่าเป็นสังคมเกษตรที่พัฒนาแล้ว สมดังพระราชประสงค์ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญา ในการพัฒนาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์

คุณค่าของภูมิปัญญาไทย
        ทางด้านการสร้างความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรี เกียรติภูมิแก่คนไทย
        คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร์มีมาก เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วน ทุกท่าของแม้ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม้ในปัจจุบันมวยไทยก็ยังถือว่า เป็นศิลปะชั้นเยี่ยม เป็นที่นิยมฝึก และแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30,000 แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกาของมวยไทย เช่น การไหว้ครูมวยไทย การออกคำสั่งในการชกเป็นภาษาไทยทุกคำ เช่น คำว่า "ชก" "นับหนึ่งถึงสิบ" เป็นต้น ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมไทยถือว่าเป็น วรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรม หลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงง่าย พืชที่ใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังป้องกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็นต้น
ภาพ:Pp4.jpg

ยาไทย ภูมิปัญญาไทย

        การแพทย์แผนไทย เป็นการรวมศาสตร์เกี่ยวกับบำบัดโรค ทั้งการใช้ยาสมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกและโครงสร้าง โดยอิงกับความ เชื่อทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ เป็นความรู้ที่ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับหมอรักษาวิธีใดได้ผลก็ใช้วิธีนั้นสืบต่อกันมา
        ยาไทยมาจากส่วนผสม 4 ประเภท คือ พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ ธาตุวัตถุ เช่น เกลือสมุทร กำมะถัน ทองคำ ดินปะสิว และจุลชีพ เช่น เห็ด รา โดยแพทย์หรือผู้จ่ายยาต้องรู้ลักษณะ สี กลิ่น รส ชื่อของสิ่งที่นำมาใช้ ประเภทและอาการของโรคอย่างดีก่อนจึงจะนำมาใช้ได้ นอกจากนี้วิธีการปรุงยาก็มีหลายวิธีด้วยกันตามรูปแบบของยา เช่น กิน อาบ ดื่ม พอก หรือแช่ เป็นต้น
ภาพ:กำพ.jpg
 ยาไทยไม่แพ้ยาฝรั่ง
        ปัจจุบันยาไทยเริ่มได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีกระแสกลับสู่ธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่สามารถซื้อมากินแก้โรคต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งยาไทยหลายตำรับมีคุณสมบัติโดดเด่น ประสิทธิภาพสูงไม่แพ้ยา ฝรั่ง อย่างน้อยการทำความรู้จักตำรับยาเหล่านี้ไว้บ้างก็น่าจะเป็นตัวช่วย ประจำบ้านที่ดีเหมือนกัน


แนวทางการพัฒนางานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรภาคประชาชน
                         สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



ความเห็นและข้อเสนอแนะ
เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนางานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรภาคประชาชน
          1. ที่มา
สืบเนื่องจากการจัดทำความเห็นและข้อเสนอ เรื่อง การอนุรักษ์ การเผยแพร่ และใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นของคณะทำงานการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งพบว่าการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาชนในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นในปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เพราะขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการ ในขณะเดียวกันการพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่นในบางด้าน รัฐได้เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ส่งผลให้แนวทางการพัฒนามีลักษณะเป็นแนวทางกว้าง ขาดความเจาะจง และเหมาะสมกับบริบทในแต่ละชุมชน ฉะนั้นการเปิดโอกาสและสนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งจะเป็นทางออกหนึ่งที่จะทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยมีความเข้มแข็ง

สิ่งนี้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้ประชาชนทำหน้าที่ในการพิทักษ์ ปกป้อง และสืบสานศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น สิทธิของชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของ ท้องถิ่น อาทิ มาตรา 46 กำหนดให้ “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ” มาตรา 69 “บุคคลมีหน้าที่... สืบสานศิลปะวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น ...” และมาตรา 81 “รัฐต้องส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ”
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญยิ่งในด้านการพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสนับสนุนบทบาทหน้าที่ทางด้านวัฒนธรรมขององค์กรภาคประชาชน ในที่นี้ องค์กรภาคประชาชน หมายถึง องค์กรที่ไม่ได้สังกัดรัฐบาล อาทิ องค์กรสาธารณะประโยชน์เอกชน องค์กรชุมชน องค์กรวิชาการ องค์กรศาสนาต่างๆ คณะทำงานการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงได้กำหนดโครงการศึกษาเรื่อง “แนวทางพัฒนาการดำเนินงาน ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรภาคประชาชน” โดยศึกษา สำรวจ และรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงจากประเด็นดังกล่าว ประกอบกับการพิจารณาให้ความเห็นของคณะทำงานฯ และสภาที่ปรึกษาฯ เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อสาธารณชนในลำดับต่อไป
          2. การดำเนินการของสภาที่ปรึกษาฯ
          การดำเนินการศึกษาในโครงการนี้ ประกอบด้วย
2.1 การสำรวจวรรณกรรม (review literature) โดยการประมวล วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคในการดำเนินการงานด้านวัฒนธรรมในระดับชุมชน สังเคราะห์ความรู้และข้อถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรภาคประชาชนจากแหล่งข้อมูลต่างๆ อาทิ เอกสารวิชาการ งานวิจัย บทความ บทสัมภาษณ์ ฯลฯ

2.2 การสัมมนาประชาปรึกษา เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคมเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ของงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น
2.3 การจัดทำข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในประเด็น “แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรภาคประชาชน”
3. ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคขององค์กรภาคประชาชนในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีความเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคขององค์กรภาคประชาชนในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังต่อไปนี้
               3.1 องค์กรภาคประชาชนขาดแรงสนับสนุนในการดำเนินงานจากภาครัฐ
องค์กรภาคประชาชนขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินงาน อาทิ ขาดบุคลากรหรือนักวิชาการที่ให้ความรู้ด้านวัฒนธรรม ขาดงบประมาณในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม อาทิ งบประมาณในการจัดงานประเพณีเกี่ยวกับด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ขาดการเชิดชูบทบาทผู้นำหรือตัวแทนทางวัฒนธรรมของชุมชน เช่น ผู้สูงอายุที่มีความรู้ความชำนาญในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้ขาดการสืบทอดและยอมรับของคนรุ่นต่อๆ ไป

               3.2 หน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมขาดการประสานระหว่างกัน
การดำเนินงานด้านวัฒนธรรมในบางพื้นที่มีปัญหาการดำเนินงาน มีการวางแผนและดำเนินการด้านวัฒนธรรมอย่างแยกส่วนกัน ต่างคนต่างทำ ขาดการเชื่อมต่อระหว่างภาคราชการ องค์กรภาคประชาชน และองค์กรวัฒนธรรม เช่น สำนักงานวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรม เทศบาล หรือองค์กรอื่น ต่างมีวาระและแผนงานของตนที่ไม่ได้มีการประสานกัน อีกทั้งประชาชนในชุมชนไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

               3.3 ขาดการใช้มิติทางวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน
แม้ว่าภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่บทบาทการดำเนินการด้านวัฒนธรรม ยังมีลักษณะเป็นการรับนโยบายหรือแนวทางการดำเนินการพัฒนาวัฒนธรรมจากส่วนกลาง และยังไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้มิติทางวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนกับวิถีชีวิต อีกทั้ง การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา คนในชุมชนผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมไม่มีอำนาจที่จะอนุรักษ์หรือสร้างคุณค่าให้แก่วัฒนธรรมของตนเอง เพราะมีผู้นำที่เป็นผู้กำหนด “วิธีการ” หรือ “วิธีคิด” ในการปฏิบัติ ผู้ที่มีบทบาทในการบริหารจัดการวัฒนธรรมยังขาดความมั่นใจ ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ขาดทักษะและการมองเห็นประโยชน์ที่แท้จริงในการดำเนินการ อีกทั้งหน่วยงานของรัฐ ชุมชน และองค์กรภาคประชาชนต่างคนต่างมีข้อมูลแต่ไม่มีทิศทางร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้คนในชุมชนสับสนและตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรับแนวทางจากผู้นำแล้วนำมา ผสมผสานกับความเป็นชุมชนของตนได้อย่างไร

3.4 ในอดีตชุมชนบางแห่งมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลักละเลยคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น
เนื่องจากการพัฒนาประเทศไทยตามกระแสหลัก มุ่งสร้างความทันสมัยและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระยะเกือบ 4 ศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้ละเลยวัฒนธรรมท้องถิ่น ขาดการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ทำให้ไม่เห็นคุณค่าและประชาชนไม่ทราบว่าวัฒนธรรมของตนมีความเป็นมาอย่างไร การไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างประเทศ จากสื่อมวลชน โฆษณา และสินค้าต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงทุกครัวเรือน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่กระจายวัฒนธรรมสากล ค่านิยมยกย่องวัฒนธรรมต่างประเทศ ส่งผลให้ประชาชนขาดความภาคภูมิใจ การเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตน ขาดแรงจูงใจในการรักษาวัฒนธรรมเดิม จึงมีส่วนทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นให้สูญสลายไป
          4. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนางานด้านวัฒนธรรมขององค์กรภาคประชาชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนางานด้านวัฒนธรรมขององค์กรภาคประชาชน ดังต่อไปนี้

               4.1 ปรับบทบาทสภาวัฒนธรรมตำบลในการดำเนินกิจกรรมด้านวัฒนธรรมให้ครอบคลุม
เนื่องจาก สภาวัฒนธรรมตำบลมีความใกล้ชิดกับชุมชน และมีโครงสร้างการบริหารงานที่ชัดเจน ควรสนับสนุนเป็นแกนนำในการรวมกลุ่มเครือข่ายด้านวัฒนธรรมกลุ่มต่างๆ ในระดับชุมชน เช่น โรงเรียน ศาสนสถาน ชุมชนหมู่บ้าน และกลุ่มต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในชุมชน โดยมีการแบ่งกลุ่มงานเพิ่ม เพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม อันได้แก่

                    1)  การวิจัยและพัฒนาวัฒนธรรม
                    2)  การอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรม
                    3)  การถ่ายทอด เผยแพร่ แลกเปลี่ยนและส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรม
                    4)  การเสริมสร้างความเป็นเลิศทางวัฒนธรรม
ผ่านการจัดคณะทำงานในกลุ่มต่างๆ ทำหน้าที่ในการคิดหาแนวทาง วางแผน จัดทำข้อเสนอ และดำเนินงานวัฒนธรรมท้องถิ่นในงานแต่ละด้าน อันจะส่งผลให้การทำงานด้านวัฒนธรรมเกิดการพัฒนาครอบคลุมทุกด้าน รวมทั้งขยายตัวและขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยตัวอย่าง คณะทำงานแต่ละกลุ่ม ควรมีหน้าดำเนินงาน ดังนี้

1) คณะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาวัฒนธรรม ทำหน้าที่ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของชุมชน ประสานงานกับองค์กรวิชาการ อาทิ สถาบันการศึกษา นักวิชาการ ในการทำวิจัยวัฒนธรรมด้านต่างๆ ประจำชุมชน ประสานงานตำบลอื่นๆ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และทำหน้าที่วางแผนริเริ่มสร้างสรรค์ ในการส่งเสริมการพัฒนาวัฒนธรรมประจำชุมชน เพื่อสร้างทุนทางวัฒนธรรมและสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน เช่น ส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมสมัย ส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรมที่หลากหลายภายในชุมชน การพัฒนาสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรมประจำชุมชนนำเสนอแนวทางในการปรับวัฒนธรรมให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
2) คณะทำงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรม ทำหน้าที่คัดสรรวัฒนธรรมท้องถิ่นที่จำเป็นและควรค่าแก่การอนุรักษ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันวางแผนอนุรักษ์ วัฒนธรรม ส่งเสริมการจัดกิจกรรมวัฒนธรรมตามประเพณีและเทศกาลต่างๆ วางแผนส่งเสริม การสร้างจิตสำนึกในการเห็นคุณค่าวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์แก่ประชาชน รณรงค์ประชาชนในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรม รวมถึงทำหน้าที่ค้นหาวัฒนธรรมที่สูญหายหรือเสื่อมสลายไปของชุมชนหรือคัดสรรวัฒนธรรมที่ต้องการฟื้นฟูให้เกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ภายในชุมชน โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม ภูมิปัญญาท้องถิ่น วางแผนฟื้นฟูและ แนวทางดำเนินการ เพื่อทำให้วัฒนธรรมนั้นมีคุณค่าและความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต
3) คณะทำงานด้านการถ่ายทอด เผยแพร่ แลกเปลี่ยน และส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทำหน้าที่กำหนดวัฒนธรรมที่ควรถ่ายทอดแก่ประชาชนภายในชุมชน วางแผนถ่ายทอดวัฒนธรรมแก่ เด็ก เยาวชน และประชาชนภายในชุมชน เพื่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่า เกิดความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมเดียวกัน ประสานงานกับเครือข่ายโรงเรียน ชุมชน สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการถ่ายทอดวัฒนธรรมเหล่านี้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนต่างๆ และถ่ายทอดแก่ประชาชนในชุมชนต่อไป และวางแผนเผยแพร่และแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมระหว่างชุมชนต่างๆ วางแผนประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมและกิจกรรมในชุมชน ประสานงานสื่อมวลชนในการให้ช่วยเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตลอดจนทำหน้าที่ส่งเสริม ประชาชน กลุ่มต่างๆ ภายในชุมชนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทั้งกิจกรรมตามประเพณีและเทศกาลต่างๆ ให้มีตลอดทั้งปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนแสดงออกและเผยแพร่วัฒนธรรมของตน อำนวยความสะดวกในการจัดหา สถานที่ และช่วยประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กิจกรรมดังกล่าว
4) คณะทำงานด้านการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางวัฒนธรรม ทำหน้าที่ส่งเสริมการ พัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน และผู้ดำเนินงานวัฒนธรรมให้มีโอกาสแสดงศักยภาพทาง วัฒนธรรมและพัฒนาความรู้ความสามารถทางวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่ จัดให้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ
หากคณะทำงานสามารถเกิดได้จริง และร่วมมือกันทำงานอย่างจริงจัง ย่อมส่งผลให้การทำงานด้านวัฒนธรรมได้รับการพัฒนาอย่างครอบคลุมทุกด้าน สามารถขยายตัวและขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
               4.2 ส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้มแข็ง
การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างเป็นองค์รวม โดยลดการพึ่งพิงรัฐ ปรากฏภาพที่ชัดเจนขึ้นจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งได้รื้อฟื้นแนวความคิดในการพัฒนาชุมชน โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง และพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ มิติสังคมและวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนระยะยาว การเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งบนฐานของการจัดการปกครองตนเอง เชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว ซึ่งรวมถึงความเข้มแข็งในวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

กลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและดำเนินการด้านวัฒนธรรม จึงควรเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายขึ้น อันได้แก่ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มชุมชน กลุ่มองค์กรชาวบ้านที่รวมกลุ่มเล็กๆ ในแต่ละหมู่บ้าน กลุ่มเหล่านี้ควรได้รับการส่งเสริมให้สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเองได้มากขึ้น โดยให้ประชาชนในชุมชน ผู้นำชุมชนดำเนินการพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยให้มีการวางแผนพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อย่างสมดุล ซึ่งการดำเนินการด้านวัฒนธรรมจะเชื่อมโยงอยู่ภายใต้การพัฒนาชุมชนในลักษณะองค์รวม และการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมจะให้คุณค่าแก่วัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นที่มี ความหลากหลาย มากกว่าการนำเข้าและปรับเปลี่ยนตามวัฒนธรรมต่างชาติ
               4.3 รัฐทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของชุมชนให้เพียงพอ
รัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนมากกว่าสั่งการในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ เพื่อให้แต่ละชุมชนรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและช่วยให้คนในชุมชนรักหวงแหนและรู้จักอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น การสนับสนุนด้านต่างๆ ของรัฐ อาทิ

- สนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร ความรู้แก่ชุมชนในด้านวิชาการ บริหารจัดการและงบประมาณ
- สนับสนุนบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการวัฒนธรรม เพื่อช่วยเป็นที่ปรึกษาและถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากร และประชาชนในชุมชน ให้มีความรู้ความสามารถจัดการวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ด้วยตัวเอง
- สนับสนุนด้านการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมือ และอุปกรณ์อย่างเพียงพอแก่องค์กรด้านวัฒนธรรมในชุมชน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการวัฒนธรรมแก่ชุมชน
                    -  สนับสนุนด้านการประสานงาน การอำนวยความสะดวก การประชาสัมพันธ์
               4.4 ส่งเสริมแกนนำที่เข้มแข็งในการพัฒนาวัฒนธรรมของชุมชน
ในการดำเนินงานพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่น ควรส่งเสริมบทบาทกลุ่มแกนนำต่างๆ ในชุมชนที่มีพลังในการขับเคลื่อนงานทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นให้พัฒนาต่อไปได้ อาทิ

1) สถาบันอุดมศึกษาในชุมชนเป็นแกนนำในการวิจัยศึกษาและจัดทำแบบเรียน ทุกชุมชนควรมีแบบเรียนของตนเอง เรียนรู้ประวัติศาสตร์และชุมชนของตน โดยมหาวิทยาลัยในชุมชนร่วมกับโรงเรียน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรศาสนา และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในชุมชน ร่วมกันคิดค้นคว้าและกำหนดเป็นหลักสูตร จัดทำแบบเรียนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนในโรงเรียนทุกๆ แห่งในชุมชนนั้น อันจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่า เกิดความรักและหวงแหนวัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและกิจกรรมปฏิบัติการทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานอาจเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานด้านการวิจัยวัฒนธรรม โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่างๆ อาทิ จัดทำตำราเรียนทุกระดับให้มีเนื้อหาสาระครอบคลุม ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น จัดโครงการฝึกอบรมคณาจารย์สอนวิชาวัฒนธรรมศึกษาแก่โรงเรียนในชุมชน การจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้ค่าตอบแทนคณาจารย์สอนวิชาวัฒนธรรมศึกษาและมอบประกาศนียบัตรแก่คณาจารย์ที่สำเร็จการฝึกอบรม เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ
2) โรงเรียนเป็นแกนนำในการปลูกฝังการเห็นคุณค่าวัฒนธรรมท้องถิ่น ครู อาจารย์ ผู้นำศาสนา เป็นแกนนำในการถ่ายทอดความรู้และจิตสำนึกที่ดีในวัฒนธรรมท้องถิ่นแก่เด็กและเยาวชน ผ่านหลักสูตรการสอน และการให้เด็กได้ทำกิจกรรมในภาคปฏิบัติจริง โดยการสอดแทรกเนื้อหาและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมลงในหลักสูตรการเรียนการสอน มุ่งเน้นการให้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรม และให้สถานศึกษาในแต่ละชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม เช่น การนำครูภูมิปัญญามาให้ความรู้กับนักเรียน การนำผลงานของศิลปินไปแสดงในสถานศึกษา การสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับนักเรียน และการจัดแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมในชุมชน
3) ผู้นำชุมชนเป็นแกนนำในการสร้างวัฒนธรรมท้องถิ่น เผยแพร่วิถีชีวิต ค่านิยม ภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นส่วนสำคัญของการสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยร่วมมือกับประชาชนในชุมชน จัดทำแผนพัฒนาชุมชนครบทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มุ่งพัฒนาคนในชุมชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและดำรงรักษาวิถีชีวิตที่ดีงาม ยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรมรากฐาน ไม่หลงไปกับวัฒนธรรมภายนอกที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้บริโภค ไม่ติดอบายมุข เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชนกลุ่มต่างๆ ในชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการวางแผน แนวทางการดำเนินการดังกล่าว อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและ ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง
               4.5 สร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาวัฒนธรรมของท้องถิ่นและวัฒนธรรมต่างชาติ
                    1) จดบันทึก “มรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่น”
มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ ควรได้รับการจดบันทึกและรวบรวมอยู่ในฐานข้อมูลที่มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า อนุรักษ์ และเผยแพร่วัฒนธรรมของท้องถิ่น การจดบันทึกยังสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของคนในชุมชนนั้นๆ เนื่องจากคนรุ่นหลังสามารถเข้าไปค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดความรู้และภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

การจดบันทึกยังเป็นการปกป้อง รักษา และฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น จากการเปลี่ยนแปลงหรือครอบงำทางวัฒนธรรม เช่น กรณีที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นกับชุมชน หรือการโยกย้ายชุมชน เนื่องจากโครงการพัฒนาของรัฐ การจดบันทึกจะทำให้ชุมชนนั้นสามารถฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
การจดบันทึกสามารถป้องกันการใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมในทางที่ไม่เหมาะสม ดังกรณีของการย้ายกระเหรี่ยงคอยาวจากแม่ฮ่องสอนมายังเชียงใหม่ เพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว นอกจากนี้ การจดบันทึกยังทำให้คนในชุมชนได้รับประโยชน์ หากมีการนำวัฒนธรรมของชุมชนไปใช้แสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยผู้ที่นำวัฒนธรรมท้องถิ่นใดไปสร้างรายได้ควรได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในชุมชนนั้นเสียก่อน และจะต้องจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับชุมชนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้น รวมทั้งต้องมีการอ้างอิงที่มาของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นด้วย
                    2) ขึ้นทะเบียน “มรดกวัฒนธรรมของชาติ”
รัฐควรประกาศขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมท้องถิ่นบางแห่ง ให้เป็นมรดกของชาติ (เช่นเดียวกับแนวคิด “มรดกโลก”) โดยเฉพาะวัฒนธรรมท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหายไป และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และวัฒนธรรมที่เป็นของหลายชุมชนร่วมกัน มรดกวัฒนธรรมของชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ควรได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษในด้านต่างๆ เพื่อรักษาวัฒนธรรมนั้นให้คงอยู่ ต่อไปได้

                    3) ให้การสนับสนุนแก่วัฒนธรรมของทุกกลุ่มคนอย่างเท่าเทียมกัน
รัฐควรให้การสนับสนุนด้านวัฒนธรรมแก่คนส่วนน้อยของประเทศเท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่ เช่น การสนับสนุนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแก่คนส่วนน้อยบริเวณชายแดนของประเทศ เช่นเดียวกับการศึกษาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ การให้สิทธิความเป็นคนไทย แก่ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย เป็นต้น



การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย       
   การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสามารถปฏิบัติได้หลายวิธีดังต่อไปนี้

          1.  จัดให้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยจากคนรุ่นเก่าสู่คนรู่นใหม่  เช่น  การอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านทั้งลำตัด  เพลงฉ่อย  เพลงเรือ  ด้วยการจัดชมรมประจำท้องถิ่น  หรือการเชิญพ่อเพลงแม่เพลงในชุมชนมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนรุ่นหลัง  หรือจัดกิจกรรมขึ้นในโรงเรียน  เป็นต้น

          2.  เปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในสังคมที่ละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย  เช่น  ควรส่งเสริมการศึกษาและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพรไทย  เช่น  ที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศร  จังหวัดปราจีนบุรี  ได้นำสมุนไพรต่าง ๆ มาสกัดเป็นยารักษาโรค  เครื่องสำอาง  ขายให้กับประชาชนทั้วไป  เป็นต้น

          3.  ร่วมกันทำให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง  ไม่ใช่เป็นเพียงการจัดแสดงหรือรณรงค์เป็นบางช่วงเท่านั้น  เช่น  บางท้องถิ่น  บางหน่วยงานรณรงค์ให้คนในท้องถิ่นหรือในหน่วยงานแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าพื้นเมือง  ก็ควรหาแบบเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับคนทุกวัย  ทุกสาขาอาชีพ  ราคาย่อมเยา  ไม่ควรให้คนรุ่นใหม่คิดว่าการแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองเป็นความเชย  ดูแลรักษายาก  ราคาแพง  และเป็นเครื่องแต่งกายเฉพาะผู้สูงอายุหรือใช้แต่งเฉพาะเวลามีงานสำคัญเท่านั้น

          4.  สร้างจิตสำนึกให้คนไทยเห็นคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย  เช่น  ส่งเสริมและปลูกฝังให้เยาวชนรักษากิริยามารยาทแบบไทย  เช่น  มีสัมมาคารวะ  เคารพผู้ใหญ่  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  และรักนวลสงวนตัว  รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องทั้งการพูดและการเขียน  เช่น  รณรงค์ให้พูดออกเสียงภาษาไทยให้ชัดเจน  ไม่พูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ  เป็นต้น